| |
|
| ชื่อเต็มภาษาไทย : |
มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ |
| อักษรย่อ : |
ม.อ.อ. |
| ชื่อเต็มภาษาอังกฤษ : |
SOUTH-EAST ASIA UNIVERSITY |
| อักษรย่อ : |
SAU. |
| ปรัชญามหาวิทยาลัย : |
วิริเยนทุกขมจเจติ
บุคคลจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร |
| สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย : |
|
| |
 |
| |
|
| 1. รูปปั้นจำลองคุณย่าแปลก เหมือนปิ๋ว |
รูปปั้นโลหะสัมฤทธิ์สีดำ จำลองคุณย่าในท่านั่ง สิ่งเคารพสักการะของชาวเอเชียอาคเนย์ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2520 ตั้งอยู่ภายในศาลาเรือนไม้ทรงไทย ภายใต้ร่มไทร และคุ้งน้ำ คล้ายบ้านเดิมของคุณย่าที่ริมคลองบางแวก เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร
รูปปั้นจำลองของคุณย่าแปลก เหมือนปิ๋ว นี้ สร้างขึ้น จากแนวคิดริเริ่มของ นายมีชัย พริ้งรักษา หลายเขยของคุณย่า ใช้งบประมาณจัดสร้างเป็นเงิน70,000 บาท (เจ็ดหมื่นบาท) โดย นายพรหม (ไม่ทราบนามสกุล) อาชีพช่างหล่อพระและรูปเหมือน ข้างวัดราษฎร์บำรุง ถนนอินทาปัจ (เพชรเกษม 69) แขวงหลักสอง เขตหนองแขม ซึ่งได้ย้ายไปอยู่ริมคลองบางพราน แขวงบางบอน เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ในเวลาต่อมาศาลาเรือนไม้ทรงไทย ที่ตั้งรูปปั้นจำลองคุณย่านี้ได้จัดสร้างขึ้นใหม่หลายครั้ง ล่าสุดได้จัดสร้าง และย้ายมาจากที่เดิมในบริเวณใกล้เคียง เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2538 เวลา 08.00 น. หลังจากอาคารสำนักงานอธิการบดีก่อสร้างเสร็จแล้ว
|
| |
|
| |
 |
| 2. ไทรย้อย ร้อยปี |
นอกเหนือจากรูปปั้นจำลองของคุณย่าแปลก เหมือนปิ๋ว ซึ่งตั้งอยู่ในศาลาเรือนไม้ทรงไทยแล้ว สิ่งสะดุดตา ที่จะได้พบเห็นควบคู่กันคือ ต้นไทรเก่าแก่ขนาดใหญ่ ที่แผ่กิ่งก้านทอดยาวปกคลุมเป็นร่มเงาในบริเวณเดียวกัน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่อยู่เคียงคู่กับผืนแผ่นดินนี้มานับร้อยปี ก่อนที่จะก่อตั้งสถาบันแห่งนี้
ต้นไทรนี้ ชื่อ ไทรย้อยใบแหลม(Ficusbenjamina linn.) วงศ์ Moraceae ชื่อสามัญ Benjamin tree ซึ่งเป็นพันธุ์เดียวกับที่ พิมายไทรงาม แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ต้นไทรนี้ให้ร่มเงาแก่ผืนแผ่นดินผืนนี้มาก่อนที่คุณย่าจะได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนี้จากผู้จำนอง เมื่อปี พ.ศ. 2456 จึงคาดว่าต้นไทรนี้จะมีอายุกว่า 100 ปี เนื่องจากคนโบราณมีความเชื่อที่จะไม่ตัดหรือทำลายต้นไม้ใหญ่ เช่น ต้นไทรหรือต้นโพธิ์ รวมทั้งไม่นิยมปลูกไม้เหล่านี้ไว้ในบริเวณบ้านด้วย
พื้นที่บริเวณต้นไทรและศาลาเรือนไม้ทรงไทยในปัจจุบันนี้ เดิมเรียกว่า หนองเสือปลา เป็นบริเวณที่ใช้สำหรับพักผ่อนของคน และวัวควายจากการทำนา เป็นจุดสังเกตในการจัดสรรที่ดิน และทำถนน ต้นไทรนี้จึงเป็นสัญลักษณ์คู่กับแผ่นดินผืนนี้เรื่อยมา |
| |
|
| |
 |
| 3. นาฬิกาเรือนโต |
นาฬิกาปูนขนาดใหญ่ ยี่ห้อไซโก้ ติดตั้ง ณ อาคารหลังแรกของมหาวิทยาลัย เป็นนาฬิกาของขวัญที่บริษัท เมืองทอง จำกัด มอบให้ในวันเปิดวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ ด้วยเพราะความศรัทธาในจิตกุศลของคุณย่าแปลก เหมือนปิ๋ว และนายพลกฤษณ ที่มีเจตนาในการสร้างกุศล ท่านจึงศรัทธาและร่วมสร้างกุศล โดยบริจาคพร้อมทั้งติดตั้งนาฬิกา SEIKO ขนาดใหญ่ มูลค่า 600,000 บาท (หกแสนบาท) นี้ ให้เป็นของขวัญในวันเปิดสถาบัน เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2516 |
| |
|
| |
 |
| 4. สีน้ำเงินและสีทอง |
สีน้ำเงินและสีทอง เป็นสีประจำสถาบัน โดยสีน้ำเงิน หมายถึง สถาบันพระมหากษัตริย์ สีทอง ใช้แทนสีเหลือง หมายถึง พุทธศาสนา เป็นสีที่คล้ายกับสีของจีวรพระในสมัยโบราณ และคำว่า “ทอง” ฟังแล้วเป็นมงคล
ดังนั้น สีน้ำเงิน และ สีทอง จึงมีนัยถึง การเทิดทูนชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ (สังเกตว่าไม่มีการใช้สีแดง เพราะสีแดง เป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในสมัยนั้น)
|
| |
|
| 5. ชื่อสถาบัน และมูลนิธิ |
นาม เอเชียอาคเนย์ หรือ South-East Asia นี้ มีที่มาจาก เมื่อปี พ.ศ. 2498 สมัยรัฐบาลปฏิวัติของจอมพลผิน ชุณหะวัณ ได้มีการแต่งตั้งให้นายพลกฤษณ ประโมทะกะ เป็นผู้แทนกสิกรแห่งประเทศไทย ร่วมกับข้าราชการระดับปลัดกระทรวง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอธิบดี พร้อมทั้งนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าร่วมประชุมวิชาการเรื่อง การฟื้นฟูบูรณะชนบทภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ (South East Asian Rural Reconstruction) ร่วมกับประเทศต่างๆ ในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ และสหรัฐอเมริกา ณ มหาวิทยาลัย International Christian University (ICU) ย่านมิตากะ ชานเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
มติที่สำคัญของการประชุมในครั้งนั้น คือมติเห็นชอบในความร่วมมือ เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์นี้จากมติการประชุมดังกล่าวทำให้เกิดความประทับใจกับคำว่า SOUTH-EAST ASIA และเมื่อมีโอกาสก่อตั้งสถานศึกษา นายพลกฤษณ ประโมทะกะ จึงกำหนดชื่อสถาบันแห่งนี้ว่า SOUTH-EAST ASIA COLLEGE โดยหวังว่าชื่อ เอเชียอาคเนย์ จะก่อให้เกิดหรือได้รับสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างคาดไม่ถึง ดังเช่นผลการประชุมครั้งนั้น นั่นเอง
หลังจากที่นายพลกฤษณ ประโมทะกะถึงแก่กรรม ชื่อมูลนิธิคุณย่าแปลก เหมือนปิ๋ว ได้เปลี่ยนเป็น มูลนิธิเอเชียอาคเนย์ คุณย่าแปลก เหมือนปิ๋ว - พลกฤษณ ประโมทะกะ เพื่อเป็นเกียรติแก่ ผู้มีคุณูปการแก่สถาบันแห่งนี้ |
| |
|
| |
 |
| 6. ตราสัญลักษณ์สถาบัน |
ตราสัญลักษณ์ของเอเชียอาคเนย์ ประกอบด้วย เส้นรอบวงบางเป็นเส้นนอกสุด และถัดเข้ามาเป็นเส้นรอบวงหนา ห่างจากเส้นรอบวงหนา มีเส้นรอบวงหนาและบางอีกอย่างละเส้น
ภายในเนื้อที่ของเส้นรอบวงตอนบน คือชื่อของมหาวิทยาลัย เป็นอักษรภาษาไทยว่า มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ ภายในเนื้อที่ของเส้นรอบวงตอนล่าง คือชื่อของมหาวิทยาลัย เป็นอักษรภาษาอังกฤษว่า SOUTH–EAST ASIA UNIVERSITY ระหว่างชื่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษด้านซ้ายและด้านขวา เป็นตัวเลขอารบิคแสดงปี พ.ศ. และ ค.ศ. ที่ได้เริ่มก่อตั้งสถาบันแห่งนี้ว่า 2516 และ 1973 ตามลำดับ เนื้อที่บริเวณกลางของวงกลม มีรูปแผนที่ประเทศไทยล้อมด้วยภูมิภาคบางส่วนของประเทศเมียนมา ลาว เวียดนามเหนือ เวียดนามใต้ กัมพูชา มาเลเซีย และบางส่วนของมหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย
เมื่อครั้งเริ่มก่อตั้งสถาบัน ตราสัญลักษณ์ใช้ชื่อวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ (SOUTH-EAST ASIA COLLEGE) และได้เปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ (SOUTH–EAST ASIA UNIVERSITY) หลังจากได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2535 |
| |
|
| 7. เพลงสถาบัน |
จากการสืบค้นประวัติความเป็นมาของเพลงประจำสถาบัน มีอุปสรรคพอสมควร เนื่องจากไม่สามารถหาเอกสารอ้างอิงเกี่ยวกับการประพันธ์เพลงได้ เนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ เช่น ผู้แต่งคำร้อง/ทำนอง และผู้ขับร้อง ได้เสียชีวิตไปแล้ว จึงอาศัยการสัมภาษณ์ผู้ที่ได้คลุกคลีกับการทำเพลงดังกล่าว และได้ทำการรวบรวมไว้ดังนี้
เพลงประจำสถาบันในสมัยแรก (ระหว่างปี พ.ศ. 2516 - 2524) ประกอบด้วย 2 เพลง คือเพลงมาร์ชวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ และเพลง หนึ่งในเอเชีย โดยเพลงหนึ่งในเอเชียนี้ ขับร้องโดย ครูเอื้อ สุนทรสนาน ส่วนเพลงมาร์ชวิทยาลัยนั้น ขับร้องโดยนักร้องของกรมประชาสัมพันธ์ และแต่งคำร้องโดยอาจารย์สุริยน วินทุพราหมณกุล |
นอกจาก SAU. จะเป็นตัวย่อจากชื่อของมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ในภาษา อังกฤษแล้ว ยังมีความหมายโดยนัย สะท้อนให้เห็นเจตนารมณ์ ของมหาวิทยาลัย เอเชียอาคเนย์ ที่จะผลิตบัณฑิต และและมหาบัณฑิต ให้เป็นผู้รักการค้นคว้า เป็น ผู้รู้จักการประยุกต์ใช้ และเป็นผู้มีความเข้าใจ โดยมีความหมายตามตัวอักษรดังนี้
กล่าวโดยสรุป มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ มีเจตนาที่จะผลิตบัณฑิตและ มหาบัณฑิต ให้เป็นผู้รู้จักการค้นคว้าความรู้ และนำความรู้ที่ได้ มาประยุกต์ใช้ ด้วยความเข้าใจได้อย่างเหมาะสม